ศิลปะการเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม

รองเง็งเป็นศิลปะเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม มีความสวยงามทั้งลีลาการเคลื่อนไหวของ เท้ามือ ลำตัว และการแต่งกายคู่ชายหญิง กล่าวกันว่าการเต้นรองเง็ง สมัยโบราณเป็นที่นิยมกันในบ้านขุนนางหรือเจ้าเมืองในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นที่บ้านรายายะหริ่ง หรือพระยาพิพิธเสนามาตย์ เจ้าเมืองยะหริ่งสมัยก่อนการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2439 - 2449) มีหญิงซึ่งเป็นข้าทาสบริวารฝึกรองเง็ง เพื่อไว้ต้อนรับแขกเหรื่อในงานรื่นเริงหรืองานพิธีต่าง ๆ เป็นประจำ

เนื่องจากวัฒนธรรมมุสลิมไม่นิยมให้สตรีเข้าสังคมกับบุรุษเพศโดยประเจิดประเจ้อ ฉะนั้นนอกจากผู้หญิงบริวารเจ้าเมืองแล้วผู้หญิงอื่น ๆ ที่เป็นผู้ดีจึงไม่มีโอกาสฝึกรองเง็ง เพียงแต่นั่งเขาเต้นกัน รองเง็งระยะแรก ๆ จึงนิยมกันเพียงวงแคบ ๆ

แม้ในชวาหรือมลายูโบราณนิยมรองเง็งกันน้อยและการละเล่นประเภทนี้มิได้เน้นศิลปะมากนัก ดังบทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน"

ขณะพระองค์เสด็จถึงตำบล จิสรูปังเมืองมารุตทรงเล่าถึงรองเง็ง (ในพระนิพนธ์เรียกว่ารองเกง) ดังนี้"ออกไปเดินข้างนอกต่อไปดูเขา เล่น"รองเกง" กันเปนหมู่ แรกสองวง ทีหลังแยกออกเป็น 3 วงมีผู้หญิงวงละ 3 คนมีพิณพาทย์สำรับหนึ่ง คือระนาดราง 1 ซอคัน 1 ฆ้องใหญ่ใบ 1 บ้าง 2 ใบ บ้างกลอง รูปร่างเหมือนชนะ แต่อ้วนกว่าสักหน่อยหนึ่ง มีสองหน้าเล็ก ๆ อัน 1 ผู้หญิงรับพิณพาทย์ ผู้ชายเข้ารำเป็นคู่ แต่ผลัดเปลี่ยนกันดูท่าทางเป็นหนีไล่กันอย่างไรอยู่ผู้หญิง ไม่ใครจะรำเปนแต่ร้องมากกว่า แต่ผู้ชายรำคล้าย ๆ ท่าค้างคาวกินผักบุ้ง ที่ตลกรำมีตะเกียงปักอยู่กลางวงดวงหนึ่ง รำไปรอบ ๆ ตะเกียง พอรัวกลอง ผู้ชายตรงเข้าจูบผู้หญิง ผู้หญิงก็เฉย ไม่เห็นบิดเบือนปิดป้องอันใด เห็นท่าทางมันหยาบอย่างไรอยู่ นึกว่าวงนั้นจะเปนคนไม่ดี ย้ายไปดูวงอื่นก็เปนเช่นกันอีก ตกลงเปนเลิกไปดูเขาขายของ มาภายหลังจึงทราบว่าเปนธรรมเนียมเขาเล่นกันเช่นนั้น ผู้หญิงใช่ว่าแต่เฉพาะเปนคนเล่น ชั้นพวกเดียวคนชาวบ้านตามนั้น ๆ ใคร ๆ จะสมัครมาเล่นก็ได้ ผู้ชายก็ไม่ว่าใคร นึกอยากรำขึ้นมารำได้หมด เปนอันได้ความว่ารำเปนทุกคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไปได้ความต่อไปอีกเพราะพวกที่ขับรถบันทุกของพอรถไปถึงที่โดดลงได้ก็เข้ารำทีเดียว การที่ จะรำช้าเร็วนั้นดูอยู่ในกำมือของผู้ตีกลอง ถ้ากลองไม่พรืดเมื่อไรก็ยังจูบไม่ได้ ถ้ามันตีไปยังรุ่งก็จะต้องรำยังรุ่ง เดี๋ยวนี้เจ้ากลองสมัครจะพรืดบ่อยๆมิใช่เพราะเห็นสนุก ข้างฝ่ายนางผู้หญิงที่ยอมให้จูบ ก็มิใช่สมัครให้จูบโดยเต็มใจข้างผู้ชายที่เปนผู้จูบนั้นใช่จะจูบด้วยความชื่นอกชื่นใจอย่างเดียว ไปกดอยู่นาน ๆ ถึงมินิดหนึ่ง 2 นิมิดรวบใจ ความเปนด้วยเรื่องอัฐอย่างเดียว พอใครจูบแล้วต้องคว้าอัฐให้ 2 อัฐ เจ้าพิณพาทย์กับนางผู้หญิงก็มีหุ้นส่วน กันถ้ามีคนจูบได้มากเท่าใดแลเร็วเท่าใดยิ่งดี ข้างฝ่ายเจ้า ผู้ชายไหน ๆ เสียอัฐจูบให้สะใจ เปนการที่เขาเฉยไม่อับอายกันในแถบนี้ ธรรมเนียมข้างตะวันออกซึ่งเป็นเมืองเจริญมานานแล้ว เช่นที่เมืองยกยา เมืองโซโล และเมือง สุรบายา เขาห้ามไม่ให้เล่นรองเกงว่าเป็นการอุจาด คงเล่นอยู่แต่ในห้วยเขาที่เป็นเมืองป่า ๆ ตามข้างเมืองตะวันออกก็ถือว่าเป็นการน่าอาย แต่ไม่เล่นทั่วไป มีเปนคน จำพวกหนึ่งซึ่งบางคนก็เปนคนดีจริง ๆ ไม่ซุกซนแต่จะต้องการเงิน ถือว่าเปนการหากินโดยชอบธรรม อีกพวกหนึ่งเป็นคนที่ผัวร้างสิ้นคิดโดยความน้อยใจ ฤาพลัดเที่ยว ตามหาผัว ฤาไม่ชอบกับผัวคิดจะหย่า ผัวไม่ยอมหย่า ถ้าไปเปนรองเกงแล้วถึงจะได้แต่งงานมีหลักฐานก็ย่อมขาดจากผัวเมียกันได้ตามกฏหมายโดยจะหวงห้ามไม่ได้"

ลักษณะการเล่นรองเง็งซึ่งดูคล้ายศิลปะวัฒนธรรมตะวันตกนั้น มีผู้สันนิษฐานว่าชาวโปรตุเกส หรือชาวสเปน ได้นำมาเผยแพร่ในประเทศชวา มลายูก่อนโดย เฉพาะเมื่อถึงวันรื่นเริงปีใหม่ พวกฝรั่งเต้นรำอย่างสนุกสนาน เช่นเต้นรำลาฆูดูวอ เป็นเพลงไพเราะน่าชมน่าฟังชาวพื้นเมืองบังเกิดความสนใจและได้ฝึกซ้อมจนกระทั่ง ของศิลปะรองเง็งหรือรองเกงขึ้น
ส่วนรองเง็งในประเทศไทยนิยมเต้นกันในบ้านขุนนางมุสลิมไทยดังกล่าวข้างต้น ต่อมาได้แพร่หลายสู่ชาวบ้านโดยอาศัยการแสดงมะโย่ง หรือ มโนราไทยมุสลิม มะโย่งแสดงเป็นเรื่องและมีการพักครั้งละ 10 - 15 นาที ระหว่างที่พักนั้นจะสลับฉากด้วยรองเง็ง เมื่อดนตรีขึ้นเพลงรองเง็งฝ่ายหญิงที่แสดงมะโย่งจะลุกขึ้นเต้นจับคู่ กันเอง เพื่อให้เกิดความสนุกสนานยิ่งขึ้น จึงเชิญชายผู้ชมเข้าร่วมวงด้วย ในที่สุดรองเง็งเป็นการเต้นรำที่ถูกอกถูกใจของชาวบ้าน แต่ไม่ถึงขั้นมีการจูบดังบท พระราชนิพนธ์ดังกล่าว ภายหลังมีการจัดตั้งคณะรองเง็งรับจ้างเล่นในงานต่าง ๆ ทำนองรำวง ซึ่งแพร่หลายอยู่จนปัจจุบัน

ความจริงการเต้นรองเง็งของไทยมุสลิม เป็นการเต้นที่สุภาพ ถือไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกัน ผู้ชายสมัครเต้นมีสิทธิ์โค้งผู้หญิงได้ทุกคน การเต้นแต่ละเพลงมีลีลา ไม่เหมือนกัน เพลงหนึ่งก็เต้นไปอย่างหนึ่ง ฉะนั้นผู้เต้นรองเง็งต้องฟังเพลงได้ด้วยว่า เพลงนั้นจังหวะเต้นอย่างไร ฝ่ายชาวบ้านบางคนแม้จะไม่สัดทัดก็สามารถออกไป เต้นได้ เพราะไม่ต้องพาคู่เต้นแบบลีลาศ ต่างคนต่างเต้นไปตามจังหวะ ไม่ต้องกลัวเหยียบเท้ากัน

ผู้เต้นรองเง็งส่วนใหญ่แต่งกายแบบพื้นเมือง ผู้ชายสวมหมวกไม่มีปีกหรือที่เรียกว่า หมวกแขกสีดำ บางทีศรีษะสวมซะตางันหรือโพกผ้าแบบ เจ้าบ้านมุสลิม ถัด มานุ่งกางเกงขายาวขากว้างคล้ายกางเกงจีน สวมเสื้อคอกลมแขนยาวผ่าครึ่งอก สีเดียวกับกางเกง แล้วใช้โสร่งแคบ ๆ ยาวเหนือเข่าสวมทับ กางเกง เรียกผ้าสิลินัง หรือ ผ้าซาเลนดัง มักทำด้วยผ้าซอแก๊ะ ถ้าเป็นของเจ้านายหรือผู้ดีมีเงินมักเป็นผ้าไหมยกดิ้นทองดิ้นเงิน ฐานะรองลงมาใช้ผ้าไหมเนื้อดีตาโต ๆ ถัดมาใช้ผ้าธรรมดาส่วน ผู้หญิงสวมเสื้อแขนกระบอก เรียกเสื้อบันดง ลักษณะเสื้อแบบเข้ารูปปิดสะโพกผ่าอกตลอด ติดกระดุมทองเป็นระยะ สีเสื้อสดสวยและเป็นสีเดียวกับผ้าปาเต๊ะยาวอ หรือ ผ้าซอแก๊ะ ซึ่งนุ่งกรอมเท้า นอกจากนั้นยังมีฟ้าคลุมไหล่บาง ๆ สีตัดกับเสื้อที่สวม

เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเต็นรำรองเง็ง

1 รำมะนา (บานอ) รำมะน 2 - 3 ใบ
2 ฆ้อง ฆ้อง 2 ใบ ทุ้ม - แหลม
3 มารากัส หรือ แทมโบลิน 1 ชิ้น
4 ไวโอลิน 1 คัน
5 กีตาร์ าร์ 1 ตัว
6 ดับเบิลเบส 1 คัน

ลักษณะเพลงที่ใช้ประกอบการเต้น
เพลงที่ใช้ประกอบการเต้นรองเง็งมี 7 เพลงคือ
1. เพลง ลาฆูดูวอ
2. เพลง ปูโจ๊ะปิซัง
3. เพลง ซินตาซายัง
4. เพลง อาเนาะดิด
5. เพลง มะอีนังชวา
6. เพลง ลานัง
7. เพลง มะนังลามา

เพลงที่เป็นที่รู้จักกันดี และนิยมบรรเลงในงานลีลาศต่าง ๆ มีอยู่ 2 เพลง คือ เพลงลาฆูดูวอและเพลงมะอีนังลามา ซึ่งเป็นเพลงที่เต้นกันมาตั้งแต่โบราณ ส่วนเพลงอื่น ๆ เหมาะสำหรับแสดงหมู่ (เพลง ลาฆูดูวด และ มะอีนังลามา เหมาะสำหรับผู้ชำนาญเพื่อแสดงลวดลายได้อย่างเต็มที่ การเต้นรองเง็งส่วนใหญ่ใช้ผู้เต้นเป็น ชาย และ หญิง ฝ่ายละ 5 คน โดยเข้าแถวแยกเป็นชายแถวหนึ่ง หญิงแถวหนึ่ง ยืนห่างกันพอสมควร ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการเต้น แบบนี้ต้องใช้ลีลาของมือและเท้า และลำตัว เคลื่อนไหวไปข้างหน้า ข้างหลัง ให้เข้ากับดนตรีที่ประกอบ อีกประการหนึ่งมีผู้ให้ความเห็นว่า ความสวยงาม ความน่าดู ความ น่าดู ความเป็นศิลปของรองเง็งอยู่ที่ การใช้เท้าเต้นให้เข้ากับจังหวะส่วนการร่ายรำเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น ;สำหรับรายละเอียดของเพลงทั้ง 7 เพลง สามารถติดตามอ่านได้จากที่นี้



ปรับปรุงล่าสุด 28 February, 2004