องค์ประกอบของดนตรี
ดนตรีเป็นศิลปะที่มีที่มาจากการได้ยิน เป็นโสตศิลป์ที่ต้องอาศัยการฟังและระยะเวลาในการสัมผัสความงาม มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 7 ประการด้วยกันคือ
เสียงดนตรีเป็นเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนอย่างสม่ำเสมอ และมีระบบ ก่อให้เกิดความไพเราะ ซึ่งตรงกันข้ามกับเสียงรบกวน" (Noise)" ซึ่งเกิดจากการสั่นสะเทือนอย่างไม่สม่ำเสมอและไม่มีระบบ มีคุณสมบัติที่เป็นองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
1.1ระดับเสียง หมายถึงระดับเสียงสูงเสียงต่ำถ้ามีจำนวนรอบในการสั่นสะเทือนมากเสียงจะสูงถ้าจำนวนรอบน้อยเสียงจะต่ำความแตกต่างนั้นวัดจากจำนวนของการสั่นต่อวินาที มีหน่วยเรียกระดับความต่างของเสียงคือ "เฮิรตซ์" โดยมนุษย์จะได้ยินเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ประมาณ 16 Hz ถึง 20000 Hz
เสียงต่ำ
เสียงกลาง
เสียงสูง
1.2 อัตราเสียง (Duration) หมายถึงความสั่นยาวของเสียง เราใช้ตัวโน้ต Note และตัวหยุด Rest เป็นสัญญลักษณ์บอกอัตราความสั้นยาวของเสียง
1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity) คือความดัง เบาของเสียง เกิดขึ้นจากความแตกต่างของช่วงความกว้างหรือความสูงของคลื่นเสียง
ความเข้มน้อย
ความเข้มปานกลาง
ความเข้มมาก
1.4 คุณภาพของเสียง (Tone Quality) หมายถึง ลักษณะเฉพาะของเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดเสียงที่แตกต่างกันได้แก่ เสียงร้องของมนุษย์ และเสียงจากดนตรีในกลุ่มต่าง ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะบรรเลงหรือร้องออกมาในระดับเสียงเดียวกัน

(Time Rhythm) การกำหนดเสียงดนตรีต้องอาศัยเวลาเป็นสิ่งที่บอกถึงช่วงระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนประกอบ 3 อย่างคือ

2.1 กลุ่มเคาะ (Beat) เกิดจากการเคาะและการเน้น (Accent) อย่างสม่ำเสมอมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ กุล่ม 2 จังหวะเคาะ กลุ่ม 3 จังหวะ 3 จังหวะ และกลุ่ม 4 จังหวะ

2.2 อัตราความเร็ว (Tempo) เป็นการกำหนดความช้าเร็วของบทเพลงซึ่งผู้แต่งเป็นผู้กำหนด โดยกำหนดกับเครื่องเคาะจังหวะเมโทรโนม (Metronome)

2.3 rhythm Pattern หรือลีลาจังหวะ ิดขึ้นโดยการกำหนดรูปแบบของกลุ่มจังหวะให้มีเสียงเน้น เสียงกระแทก เบา ค่อยในตำแหน่งที่แตกต่างกัน แบ่งได้เป็นกลุ่ม คือ

กลุ่ม 2 จังหวะ เช่น March

กลุ่ม 3 จังหวะ เช่น Waltz

กลุ่ม 4 จังหวะ เช่น Slow , Tango , Cha cha cha , ฯลฯ

(Melody) หมายถึงความต่อเนื่องของเสียงสูงเสียงต่ำที่ได้ถูกจัดวางไว้อย่างมีระบบแบบแผน ในลักษณะแนวนนอน และยังถูกกำกับโดยช่วงเวลา มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 4 ส่วนด้วยกันดังนี้
1. มีการเคลื่อนที่ 3 ทางคือ ขึ้น ลง และซ้ำกับที่
2. มีพิกัด Range พิกัดทางความสั้นยาว และพิกัดทางระดับเสียงสูงต่ำ
3. มีรูปร่างของทำนอง เกิดจากการเคลื่อนที่ของเสียง
4. มีจังหวะทำนอง เกิดขึ้นจากระยะสั้นยาวของเสียง

(tone color) เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเสียงของเครื่องดนตรีหรือเสียงร้องของมนุษย์ที่แตกต่างกัน

(Harmony) เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของเสียงที่ได้จากความกลมกลืนในแนวตั้ง ทั้งจากแนวนอนและแนวตั้ง อาจอยู่ในรูปของคู่เสียง คือ เสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 2 เสียง และในรูปของคอร์ด Chord ซึ่งเกิดจากเสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ 3 เสียงขึ้นไป

เสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 2 เสียง
เสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ 3 เสียงขึ้น (chord)
แสดงการนำทำนองและเสียงประสาน ในรูปแบบของคอร์ด มาบรรเลงพร้อมกัน

(Texture) พื้นผิวของดนตรีเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างทำนองกับการประสานเสียง พื้นผิวแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของทำนอง ดังนี้

6.1 Monophonic Texture หมายถึง พื้นผิวที่มีแนวทำนองเพียงแนวเดียว

6.2 Homophonic Texture หมายถึง พื้นผิวที่มีแนวประสานสนับสนุนทำนองทำให้แนวทำนองเด่นชัดมากขึ้น

6.3 polyphonic Texture หมายถึง พื้นผิวที่มีแนวทำนองหลายแนว แต่ละทำนองจะมีลักษณะเฉพาะตัวเด่นชัดเท่าเทียมกัน แต่มีความสัมพันธ์กันทางการประสานเสียงด้วย

6.4 Heterophonic Texture คือ พื้นผิวหลายแนวทำนองที่เกิดจากทำนองหลักทำนองเดียวกัน แนวทำนองต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการแปรทำนอง หรือจากการตกแต่งเพิ่มเติม ในทำนองของเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน


ปรับปรุงล่าสุด 13 August, 2003